เมนูหลัก

 

 

ตารางเปรียบเทียบเขตการค้าเสรีอาเซียน+3 และอาเซียน+6

 

 

ตารางเปรียบเทียบเขตการค้าเสรีอาเซียน+3 และอาเซียน+6

 

 

ตารางเปรียบเทียบการจัดทำเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก หรือ EAFTA (อาเซียน+3) และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับ 6 ประเทศ หรือ CEPEA

 

 

 

EAFTA (อาเซียน +3)

CEPEA (อาเซียน +6)

หมายเหตุ

1.

ประชากร

2,068 ล้านคน

(31% ของประชากรโลก)

3,284 ล้านคน

(50% ของประชากรโลก)

กลุ่มประเทศอาเซียน +6 จะมีขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าอาเซียน +3

แหล่งทรัพยากรในกลุ่มประเทศอาเซียน +6 มีมากกว่าอาเซียน +3

- คู่แข่งด้านการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน +6 ก็จะมากกว่า

 

2.

GDP

9,901 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

(18% ของ GDP โลก)

12,250 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

(22% ของ GDP โลก)

 

 

3.

จำนวนประเทศ

13

16

การเจรจาความตกลงอาเซียน +6 จะมีความซับซ้อนมากกว่าอาเซียน +3 เนื่องจาก ประเทศคู่เจรจามีมากกว่า และมีกฎเกณฑ์ เช่น กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า แตกต่างกัน ส่งผลให้การประสานกฎเกณฑ์ยากยิ่งขึ้นไปด้วย

- ด้วยความตกลงอาเซียน +1 กับประเทศคู่เจรจา+3 ทุกประเทศ ได้เจรจาเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขณะที่ในกลุ่มประเทศ +6 อาเซียนยังมีปัญหาในการเจรจาความตกลงอาเซียน +1 กับประเทศอินเดีย ซึ่งจะส่งผลทำให้การเจรจาความตกลงอาเซียน +6 มีความล่าช้า

 

4.

ASEAN Centrality

(การให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางในการขยายการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ)

 

มีแนวโน้มจะสามารถรักษา ASEAN Centrality ในการเจรจาได้มากกว่า

มีแนวโน้มจะสามารถรักษา ASEAN Centrality ในการเจรจาได้น้อยกว่า เนื่องจาก ประเทศคู่เจรจามีจำนวนมากกว่า ก่อให้เกิดแรงกดดันมากขึ้น

 

5.

ความพร้อมในการเจรจา

ความพร้อมในการเจรจามีมากกว่าเพราะคู่เจรจาทั้ง 3 ประเทศ มี FTAs กับอาเซียนอยู่แล้ว

-   ความพร้อมมีน้อยกว่า เพราะอินเดียซึ่งมีตลาดขนาดใหญ่ ยังเจรจาทำความตกลง FTAs กับอาเซียนยังไม่แล้วเสร็จ

- การเจรจาวงที่ใหญ่กว่าคือวง 16 ประเทศ จะมีความยากและน่าจะใช้เวลามากกว่าวงเล็ก และหากเร่งรัดการเจรจา ก็อาจทำให้ความตกลงที่เป็นผลลัพท์ใช้ประโยชน์ได้น้อยในการขยาย Market Access โดยเฉพาะเรื่อง Rules of Originอาจจะเป็นอุปสรรค

 

 

6.

การคานอำนาจ

สร้าง impact และอำนาจต่อรองได้น้อยกว่าCEPEA

-       CEPEA สามารถคานน้ำหนักกับ TPPได้มากกว่า เพราะรวมอินเดียซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกเอเปค จึงไม่ได้อยู่ในการเจรจา TPP และFTAAP ในอนาคต

-   สร้าง Impact และการต่อรองได้มากกว่าEAFTA ทั้งในด้านโอกาสและผลกระทบทางเศรษฐกิจการค้า แต่เนื่องจากอาเซียนมี FTA กับจีนอยู่แล้ว และอยู่ระหว่างการเจรจากับอินเดียimpact ของ CEPEA จึงอาจจะไม่รุนแรงนัก เมื่อเทียบกับกรณีสมมติที่อาเซียนยังไม่มี FTAsกับสองประเทศนี้

 

 

7.

ประโยชน์ที่จะได้รับ

รายงานการศึกษาเรื่อง “Towards an East Asia FTA: Modality and Road Map” เมื่อปี 2006 โดย Joint Expert Group for Feasibility Study on EAFTA ระบุว่า

  • ประเทศสมาชิก EAFTA โดยรวม จะมี GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 และมีสวัสดิการทางเศรษฐกิจ (economic welfare) เพิ่มขึ้น 104.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • เมื่อเปรียบเทียบระหว่างอาเซียนกับประเทศ+3 พบว่า อาเซียนจะได้รับประโยชน์มากกว่า คือ อาเซียนจะมี GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 ในขณะที่ประเทศ+3 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9
  • สำหรับไทย จะมี GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 (เพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับ 2 รองจากมาเลเซียซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.83) และมีwelfare เพิ่มขึ้น 8,798 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (เพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนรองจากมาเลเซียซึ่งเพิ่มขึ้น 10,420 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่น้อยกว่าญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ซึ่งเพิ่มขึ้น 29,844 18,845 และ 18,230 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ)
  • ประเทศสมาชิกใน EAFTA จะได้ประโยชน์สูงสุด ก็ต่อเมื่อความตกลงฯ มีขอบเขตครอบคลุมกว้างขวาง ทั้งการเปิดเสรีการค้าสินค้า บริการ การลงทุน รวมถึงการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน และความร่วมมือ อันจะนำไปสู่การขยายตัวทางการค้าและการลงทุน
    • ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อประโยชน์ที่แต่ละประเทศจะได้รับจาก EAFTA คือ ระดับเริ่มต้นของอุปสรรคทางการค้าและความสำคัญของการค้าระหว่างประเทศต่อเศรษฐกิจของประเทศ (Trade/GDP ratio) กล่าวคือ ประเทศที่มีอุปสรรคทางการค้าในระยะเริ่มต้นมาก และมี Trade/GDP ratio สูง จะเห็นประโยชน์จะได้รับจาก EAFTA ชัดเจนกว่า

 

รายงานการศึกษาเรื่อง Final report of CEPEA Track Two: Phase I และ Phase II เมื่อปี 2008 และ 2009 ตามลำดับ โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญภาควิชาการ ระบุว่า

  • การจัดทำ CEPEA จะทำให้ GDP ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.11 สำหรับอาเซียน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา จะได้รับประโยชน์มากกว่า โดย GDP ของอาเซียน เพิ่มขึ้น 3.83% และในส่วนของไทย GDP จะเพิ่มขึ้นเท่ากับ 4.78% ในขณะที่ประเทศ+6 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6
  • CEPEA จะช่วยปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศสมาชิก ดังนี้

(1) ขยายอุปสงค์ภายในภูมิภาค (Domestic demand within the region)

(2) เพิ่มประสิทธิผลทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเน้นความชำนาญในการผลิตสินค้าของแต่ละประเทศ (Product specialization) และ

(3) พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานให้มีการเชื่อมโยงกันระหว่างประเทศสมาชิก โดยเฉพาะเรื่อง Logistics ซึ่งการพัฒนาเหล่านี้จะนำไปสู่การลดช่องว่างของระดับการพัฒนาในแต่ละประเทศสมาชิก รวมถึงการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่แน่นเฟ้นยิ่งขึ้น

  • นอกจากนี้ CEPEA จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกรรมทางการค้าลง อันเนื่องมาจากกฎระเบียบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (Harmonized market rules)
  • จากผลการศึกษา CEPEA จะทำให้GDP ในภูมิภาคเพิ่มมากกว่า EAFTA
  • การทำ EAFTA และ CEPEA จะส่งผลให้ GDP ของอาเซียนเพิ่มมากกว่าคู่เจรจาโดยเฉลี่ย
 

 ส่วนยุทธศาสตร์และความร่วมมือ

สำนักงานยุทธศาสตร์และการบูรณาการสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ตุลาคม 2554

 

 

           ที่มา :  http://www.dtn.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=7304%3A36&catid=304%3Aaecasean&Itemid=792&lang=th