เมนูหลัก

 

 

ประยุทธ์ ถก กรอ. วอนเอกชนขับเคลื่อนเศษฐกิจ ดันSME - ลงทุนชายแดน

    

        “ประยุทธ์” นั่งหัวโต๊ะถก กรอ. ขอความร่วมมือเอกชนขับเคลื่อนศก. ดันเอสเอ็มอี ลงทุนเขตศก.พิเศษ พร้อมรับปากผลักดันข้อเสนอให้สำเร็จ หนุนสิทธิพิเศษแนวชายแดน ไฟเขียวยกเลิกเก็บภาษีแอร์รถยนต์ แก้กฎระเบียบทำประมง ไม่ให้กระทบประมงพื้นบ้าน...

         เมื่อวันที่ 8 ก.ค. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอของภาคเอกชน 3 สถาบัน โดยนายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือภาคเอกชนในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายรัฐบาลเรื่อง SMEs และการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มการส่งออกสินค้าตามแนวชายแดนให้มากยิ่งขึ้น หลังจากการส่งออกยังไม่ฟื้นตัวจากปัจจัยภาวะเศรษฐกิจโลก

        "ข้อเสนอต่างๆ ของภาคเอกชน นายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะทำให้สำเร็จ แต่ขอให้ภาคเอกชนช่วยกันลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนนโยบายในเรื่องของเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญตัวหนึ่งคือภาคเอกชน ซึ่งในเรื่องของสิทธิพิเศษ สิทธิประโยชน์ต่างๆ รัฐบาลได้เพิ่มเติมให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดนซึ่งจะได้ ประโยชน์สูงสุดเท่ากับเขตการส่งเสริมของบีโอไอที่อยู่ในพื้นที่ตอนในโดยเฉพาะจังหวัดยากจน หากอยู่ในพื้นที่บริเวณชายแดนก็จะได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยนายกรัฐมนตรีอยากเห็นการลงทุนจากภาคเอกชนที่เป็นรูปธรรม"

         นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอให้การบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน ได้แก่ การกำหนดมาตรฐานการระบายน้ำทิ้ง การขออนุญาตระบายน้ำทิ้งของโรงงานออกสู่สิ่งแวดล้อม การควบคุมดูแลการประกอบกิจการ และการรายงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนของกฎหมายควบคุมน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม

         ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า โดยมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพิจารณาในรายละเอียด ทั้งในเรื่องรูปแบบขององค์กร หลักเกณฑ์การสนับสนุนงบประมาณ และการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้งขอบเขตภารกิจของสถาบันให้ครอบคลุมทั้งการสนับสนุนในเชิงเทคนิค และผลิตภัณฑ์ โดยให้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

         นอกจากนี้ ยังเห็นชอบการยกเลิกการ จัดเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องปรับอากาศชนิดที่ใช้กับรถยนต์ เนื่องจากมองว่า เครื่องปรับอากาศ ถือเป็นสินค้าประเภทไม่ฟุ่มเฟือย หากคงไว้ไม่สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศได้ จึงควรจะยกเลิก โดยเตรียมออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปภาษีสรรพสามิตทั้งระบบของกระทรวงการคลัง ที่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

         ขณะที่นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการ และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ พิจารณาความเหมาะสมในการใช้ที่ดินเขตป่าสงวนเพื่อพัฒนาจุดผ่านแดนห้วยโก๋น ในพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ และด่านภูดู่ พื้นที่ประมาณ 700 ไร่ ที่เชื่อมโยงไปประเทศลาว โดยคำนึงถึงขนาดความต้องการใช้พื้นที่ ความพร้อมของงบประมาณ บุคลากร ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความมั่นคงของประเทศอย่างรอบด้าน โดยในระยะแรกให้เร่งแก้ปัญหาการใช้พื้นที่ที่ทำการด่าน และถนนที่ได้ดำเนินการไปแล้วให้ถูกต้องก่อน

                     

         นอกจากนี้ ยังมีมติให้ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) รับข้อเสนอของภาคเอกชนไปพิจารณา และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการทำประมง โดยไม่ผิดระเบียบของไอยูยู และไม่กระทบกับการทำประมงพื้นบ้าน โดย ภาคเอกชนได้ดำเนินใน 2 ส่วน คือ 1.การปรับปรุงกฎระเบียบ จะเร่งดำเนินการเรื่องขึ้นทะเบียนเรือประมงให้ถูกกฎหมาย ตามกฎอาชญาบัตรของ IUU รวมถึงการขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกต้อง ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาภายใน 1 เดือน และ 2.เป็นการดำเนินการภายใน ด้วยการแจกจ่ายสมุดบันทึกการทำประมง หรือ Log book และปรับเปลี่ยนนายท้ายเรือให้เป็นคนไทย ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกันของกระทรวงแรงงาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

         ส่วนเรือประมงพื้นบ้านที่มีประมาณ 3 หมื่นลำ จำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบบางอย่าง โดยเฉพาะเรื่องใบอนุญาตการออกไปจับสัตว์น้ำ โดยจะแก้ไขให้มีการเพิ่มประเภทการจับสัตว์น้ำให้กับเรือประมงมากขึ้น.

 

 

แหล่งข่าว : ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ค. 58

http://www.thairath.co.th/