เมนูหลัก

 

 

นายกฯ เข้าร่วมประชุมผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 7

            

          นายกฯ เข้าร่วมประชุมผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 7 เพื่อกำหนดทิศทางขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ เน้น พัฒนาลุ่มน้ำโขง เติบโตอย่างมีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำในประเทศ

          เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 58 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้นำประเทศ CLMV ร่วมการแถลงข่าวถึงผลการประชุมผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 7 ณ ห้อง Kacho-no-ma เรือนรับรองรัฐบาลญี่ปุ่น โดยนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีที่ได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 7 ซึ่งไทยได้มาพบทั้งเพื่อนบ้าน โดยการมาพบกันในที่นี้ เป็นการตอบโจทย์ว่า เราจะทำอย่างไรที่จะเสริมสร้างความเจริญเติบโตให้กับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนระดับรากหญ้า เพื่อขยายความเชื่อมโยงภายในภูมิภาค สู่นอกภูมิภาค เพราะลุ่มน้ำโขงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจหนึ่ง ที่มีพลวัตมากที่สุดในภูมิภาคและในโลก นอกจากนี้ ลุ่มน้ำโขงยังมีศักยภาพที่จะขยายได้อีกมาก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ตลอดจนการท่องเที่ยว

              

          ซึ่งทางผู้นำแต่ละประเทศ ได้ร่วมกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยได้รับรองยุทธศาสตร์กรุงโตเกียว ค.ศ. 2015 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ความร่วมมือสำหรับปี ค.ศ. 2016 – 2018 และได้ร่วมแสวงหาแนวทางความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างสร้างสรรค์ ให้แต่ละประเทศก้าวไปพร้อมกัน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทุกประเทศคือผู้นำแห่งความร่วมมือ เพื่อให้ลุ่มน้ำโขงเป็นอนุภูมิภาคที่มีความมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน เพื่อประชาชนซึ่งเป็นหัวใจหลัก ที่ผู้นำประเทศรับหน้าที่มาดูแล ทางนายกรัฐมนตรีกล่าว ชื่นชมญี่ปุ่น ที่มีบทบาทสร้างสรรค์ในการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งในด้านเงินทุนและความร่วมมือทางวิชาการ

          โดยนายกรัฐมนตรีอาเบะ ผู้นำญี่ปุ่น เป็นผู้ที่ได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปัจจุบัน ได้ประกาศตัวเลขความช่วยเหลือ เพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ ภายใต้ยุทธศาสตร์กรุงโตเกียวฉบับใหม่

          ทางด้านพลเอกประยุทธ์ มีการยืนยันความพร้อมที่จะร่วมพัฒนาลุ่มน้ำโขงในฐานะหุ้นส่วน เพื่อการพัฒนาให้สัมฤทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในปัจจุบันไทยได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินและความร่วมมือทางวิชาการกว่า 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับโครงการที่กำลังดำเนินอยู่ในกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม และจะให้ความช่วยเหลือและความร่วมมือทางวิชาการในเรื่องต่างๆ ต่อไป อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาด่านชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ในสาขาต่างๆ ที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ โดยไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับญี่ปุ่นในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยกำลังมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจให้มั่นคง โดยเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ปรับปรุงมาตรการทางการค้าการลงทุนให้โปร่งใส และเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ไทยกับญี่ปุ่นยังมีเรื่องที่จะร่วมมือกันได้อีกมาก ทางนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่น โดยเฉพาะ SME ขยายการค้าการลงทุนในอนุภูมิภาค รวมทั้งในลักษณะ +1 ร่วมพัฒนาความเชื่อมโยง รวมทั้งลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เนื่องจากลุ่มน้ำโขงยังมีศักยภาพและทรัพยากรอีกมาก

          ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่น สำหรับการเป็นเจ้าภาพและการต้อนรับที่อบอุ่น และเชื่อมั่นว่านอกจากเพื่อประเทศของเราเองแล้ว เราต่างตระหนักถึงภารกิจของเราที่มีร่วมกันในอันที่จะสร้างความเจริญที่ยั่งยืนให้แก่อนุภูมิภาคนี้บนวิถีแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ และมิตรภาพอันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างประชากร ซึ่งท้ายที่สุด ผลที่ได้จะเป็นคุณูปการให้แก่ภูมิภาคและโลกของเราในอนาคต

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค.58

http://www.thairath.co.th/