เมนูหลัก

 

 

สแกนธุรกิจไทยรับศึก "AEC" เอสเอ็มอี 8 แสนรายจ่อตกขบวนรถไฟ

 

 

วันที่ 31 ธ.ค.2558....

          อีกเพียงไม่ถึง 8 เดือนจากนี้ ไม่เพียงจะเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ของผู้คนทั่วโลก ยังเป็นวัน “ดีเดย์” ที่ชาติสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศจะก้าวเข้าสู่ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ Asean Economics Community : AEC อย่างสมบูรณ์แบบ

          นั่นหมายถึง อาเซียนจะกลายเป็นภูมิภาคที่มีตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน มีการเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างกันอย่างเสรี

          แม้ในห้วงที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่สำหรับเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว กลับยังคงขยายตัวได้ดีกว่าภูมิภาคอื่นๆ และด้วยประชากรที่มีอยู่กว่า 600 ล้านคนทำให้อาเซียนถูก “โฟกัส” ว่าจะเป็นภูมิภาคที่ดึงดูดการค้าและการลงทุนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

          ขณะที่ถนนทุกสายมุ่งสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ “เออีซี” ที่เหลือระยะเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่สำหรับคนไทยมีความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมเข้าสู่ “เออีซี” มากน้อยเพียงใด ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมเข้าไปลงทุนในอาเซียน พร้อมรองรับการเปิดเสรีเต็มรูปแบบหรือไม่ สามารถกระโดดเข้าไปแข่งขันและปกป้องตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการเปิดเสรีแล้วหรือไม่นั้น

          “ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “ผศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งเกาะติดเส้นทางการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมานับตั้งแต่อาเซียนประเดิมลดภาษีสินค้าระหว่างกันภายใต้กรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) เมื่อปี 2553 ได้ประมวลความพร้อมของประเทศไทยในเรื่องเหล่านี้ ดังนี้ :

เอสเอ็มอีไม่พร้อมแข่งขัน

ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศได้ย้อนรอยบทบาทของศูนย์ศึกษาฯ ที่ได้ทำการมอนิเตอร์การเปิดเสรีเออีซีมาตั้งแต่ปี 53 ซึ่งพบว่า ความเข้าใจเรื่อง AEC ของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี 57 ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME) มีความเข้าใจถึง 90% มีเพียง 10% ที่ยังไม่เข้าใจ

“แต่เมื่อถามว่า เข้าใจอะไร? ส่วนใหญ่ตอบเพียงว่าเข้าใจภาพกว้างๆ ว่าจะเปิดเสรีเออีซีสิ้นปี 58 เป็นการเปิดเสรีการค้า การลงทุน แรงงาน แต่ไม่เข้าใจรายละเอียดข้อตกลงว่าเป็นอย่างไร มีผลกระทบอย่างไร หรือได้ประโยชน์อย่างไร ไม่รู้จะเริ่มต้นทำมาค้าขายภายใต้ AEC อย่างไร”

สรุปก็คือ เชิงลึกนั้นเอสเอ็มอีไทยไม่เข้าใจเลย!!!

ส่วนความพร้อมรองรับการแข่งขัน พบว่า มีความพร้อมอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยในปี 54 SME มีความพร้อมเพียง 26.70% ส่วนที่ไม่พร้อมมีถึง 73.30% แต่ปี 57 ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมเพิ่มขึ้นเป็น 69.04% และไม่พร้อมเพียง 30.96% เท่านั้น หรือคิดเป็น 855,727 ราย จากทั้งหมดราว 2 ล้านราย

          ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในปี 54 มีความพร้อมถึง 92.59% ไม่พร้อมเพียง 7.41% และในปี 57 ผู้ประกอบการรายใหญ่มีความพร้อมเพิ่มขึ้นเป็น 97.745% และไม่พร้อมเพียง 1.69% หรือ 125 รายเท่านั้น “แต่เมื่อถามลึกลงไปว่า ผู้ที่มีความพร้อมมีความพร้อมอย่างไร SME 69.20% หรือ 1.321 ล้านรายระบุว่า เป็นความพร้อมรองรับการแข่งขันในประเทศเท่านั้น มีเพียง 30.80% หรือ 587,668 ราย ที่มีความพร้อมรับการแข่งขันจากประเทศอาเซียนด้วยกัน ส่วนรายใหญ่ 27.75% หรือ 5,220 ราย มีความพร้อมรองรับการแข่งขันในประเทศ แต่อีก 72.25% หรือ 2,004 รายพร้อมรับการแข่งขันกับประเทศอาเซียน”

          เมื่อแยกเป็นสาขา พบว่า ภาคบริการพร้อมแข่งขันในประเทศมากสุดถึง 85% แต่พร้อมแข่งในอาเซียน 29% กลุ่มที่พร้อมมากสุดคือ สุขภาพและสปา ตามด้วยการเงินและการก่อสร้าง ขนส่ง โรงแรมและภัตตาคาร และการศึกษา

          ส่วนภาคเกษตร พร้อมแข่งขันในประเทศถึง 41% แต่พร้อมแข่งขันในอาเซียนเพียง 15% เท่านั้น โดยประมง ไม่พร้อมแข่งขันมากที่สุด รองลงมาคือ ปศุสัตว์ และการทำการเกษตร (ปลูกพืช เช่น ทำนา ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง) ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม มีความพร้อมแข่งขันในประเทศ 47% แต่พร้อมแข่งขันในอาเซียน 33.33%

          “บทสรุปที่ได้คือความไม่พร้อม เพราะขาดข้อมูลเชิงลึกรายประเทศ รายเมือง รายอุตสาหกรรม ไม่รู้นโยบายส่งเสริมการลงทุนแต่ละประเทศ ไม่รู้กฎหมาย ต้นทุนการผลิต แรงงาน คู่แข่ง ไม่รู้ส่วนแบ่งตลาด ราคาขายสินค้า ช่องทางการขาย ข้อจำกัดต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดเยอะมาก จนไม่รู้จะเริ่มนับหนึ่งอย่างไร”
เหตุผลของความไม่รู้เหล่านี้ มาจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จหรือ One Stop Service หรือข้อมูลที่มีอยู่ไม่ครอบคลุมในสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการนั่นเอง!!!

ฝันสินค้าไทยยึดหัวหาดอาเซียนปี 59

          “ที่จริงอาเซียนเปิดเสรีการค้าสินค้ามาตั้งแต่ปี 53 และถึงวันนี้ประเมินได้แล้วว่าไทยได้หรือเสีย โดยในตลาดอาเซียนเก่า (มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน) ไทยส่งออกสินค้าไปขายได้มากขึ้น แต่อัตราการขยายตัวน้อยกว่าการส่งออกไปอาเซียนใหม่ หรือ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม)” ผศ.ดร.อัทธ์กล่าว

          ทั้งนี้เชื่อว่า ภายหลังปี 58 ที่เข้าสู่ AEC อย่างสมบูรณ์แล้ว การแข่งขันในตลาดอาเซียนใหม่จะรุนแรงมากขึ้น เพราะภาษีนำเข้าของ CLMV เป็น 0% เหมือนอาเซียนเก่า สินค้าที่จะแข่งขันรุนแรง เช่น อาหารและเครื่องดื่ม อาหารทะเล เสื้อผ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ไม้ เฟอร์นิเจอร์ไม้

          “แต่ผมมั่นใจว่า ตั้งแต่ปี 59 สินค้าไทยจะค่อยๆทะลุทะลวงอาเซียนมากขึ้น เพราะผู้ประกอบการเริ่มมีข้อมูลข่าวสาร และมีความรู้กฎหมายของประเทศอาเซียนมากขึ้น ส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยในอาเซียน ที่คาดว่าสิ้นปี 58 จะอยู่ที่ 25% ของการส่งออกไทยไปตลาดโลก จะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ได้ในอีก 5 ปี”

          สำหรับการเปิดเสรีแรงงาน มองว่า ไม่น่าห่วง เพราะสาขาที่เปิดเสรีเป็นสาขาเฉพาะ ที่มีทักษะสูง 8 สาขา เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร เป็นต้น จึงไม่ต้องกังวลว่าแรงงานไร้ฝีมือจากเพื่อนบ้านจะทะลักเข้ามา อีกทั้งรัฐบาลก็มีมาตรการดูแลแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าประเทศที่เข้มงวดอยู่แล้ว

          “เมื่อเปิดเสรีแล้ว แพทย์ไม่น่ามีสมองไหล เพราะแพทย์ไทยเก่งอันดับต้นๆของอาเซียน และมีรายได้สูง ความเป็นอยู่ในไทยดีกว่าไปเพื่อนบ้าน แต่ที่กังวลคือ พยาบาล อาจมีพยาบาลจากฟิลิปปินส์มาทำงานในไทย เพราะพูดภาษาอังกฤษได้ รวมถึงรายได้และความเป็นอยู่ในไทยดีกว่าประเทศอื่น ส่วนวิศวกร ถ้าไปทำงานเดี่ยวๆ คงไม่มี หรือมีน้อย เพราะไทยขาดแคลน รายได้ดี และความเป็นอยู่ในไทยดีกว่า แต่อาจจะไปกับบริษัทแม่ เช่น บริษัทก่อสร้างของไทยไปรับงานในอาเซียน ก็จะเอาวิศวกรไทยไปด้วย”

เปิดกลยุทธ์เจาะตลาด-อยู่รอด

กับกลยุทธ์เจาะตลาดเพื่อนบ้าน ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ผู้ประกอบการไทยน่าจะมองตลาด CLMV มากขึ้น เพราะเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ การเจาะตลาดแม้ไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย

         “อย่างเมียนมาร์ ถ้าไทยจะส่งสินค้าไปขาย ต้องมีราคาไม่แพง เน้นปริมาณมาก คุณภาพอันดับ 3 ถ้า SME จะส่งสินค้าไปขายต้องมีสายป่านเพียงพอที่จะยอมขาดทุนได้ 7-8 เดือน เมื่อผู้บริโภคชื่นชอบแล้ว จะอยู่รอดได้แน่นอน!! เช่น ผู้ประกอบการขนมปังไทยรายหนึ่งส่งสินค้าไปขายเมียนมาร์ ต้องยอมขาดทุนหลายล้านบาทเพื่อทำตลาด สุดท้ายผู้บริโภคติดใจ สินค้าขายดี หรือยาสีฟันยี่ห้อหนึ่งไปขายเมียนมาร์ แม้ราคาแพงกว่าสินค้าท้องถิ่น แต่ปริมาณมากกว่า 20% ก็ขายดี หรือถ้าจะส่งไปขายลาว กัมพูชา ต้องรู้ว่าผู้บริโภคชอบของถูก แต่ไม่เน้นปริมาณ เน้นคุณภาพมากกว่า”

          นอกจากนี้ ต้องรู้รายละเอียดของคู่แข่งด้วย เช่น ขายราคาเท่าไร ต้นทุนเป็นอย่างไร และเราจะมีวิธีบริหารจัดการต้นทุนอย่างไร สิ่งสำคัญยังต้องรู้ลักษณะนิสัยและวัฒนธรรมผู้บริโภคในประเทศที่จะส่งสินค้าไปขายหรือไปลงทุนด้วย เช่น ขายสินค้าในเมียนมาร์และเวียดนามต่างกัน เวียดนามเน้นคุณภาพ เพราะกำลังซื้อมากกว่า อีกอย่างไลฟ์สไตล์เริ่มเปลี่ยนไป วัยรุ่นเริ่มดื่มเบียร์ แต่งตัวตามแฟชั่น แต่เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ยังติดขนบธรรมเนียมเดิมๆ

          ขณะเดียวกัน สินค้าเกษตรบางรายการที่ไทยแข่งขันไม่ได้ เพราะต้นทุนการผลิตสูงกว่าเพื่อนบ้าน จำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งภาครัฐและตัวเกษตรกรเองต้องลดต้นทุนการผลิต แม้เป็นโจทย์ยาก แต่จำเป็นต้องทำ เพื่อให้แข่งขันได้

          “ต้นทุนการผลิต CLMV ต่ำมาก อีกทั้งนักลงทุนจีน สิงคโปร์ มาเลเซียไปเช่าพื้นที่ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ ปลูกผักและผลไม้เพื่อส่งออกมาอาเซียน เกษตรกรไทยลำบากแน่ เพราะแข่งขันไม่ได้ ถ้าไม่ลดต้นทุนให้ได้ หรือถ้าไม่แข่งในอาเซียน อาจผลิตสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมส่งออกไปตลาดอื่น อย่าง ญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐฯ”

          อีกจุดหนึ่งที่จะทำให้ขายสินค้าได้มากขึ้นคือ การค้าชายแดนกับเพื่อนบ้าน โดยเราต้องรุกทำตลาดชายแดนให้เข้มข้นกว่าปัจจุบัน อย่างในตลาด CLMV ซึ่งอยู่ติดกับไทย แต่เรากลับเห็นสินค้าจากมาเลเซียเจาะเข้าไปขายได้ มีส่วนแบ่งพอๆ กับสินค้าไทย แสดงให้เห็นว่า มาเลเซียทำการตลาดได้ดีกว่าไทย

          “เราต้องเร่งทำการตลาด หาพันธมิตร ดูการทำราคา ถ้าเราขายสินค้าผ่านชายแดนได้มาก มูลค่าการค้าชายแดนของไทยกับเพื่อนบ้านจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านล้านบาทหลังปี 58 จากปี 57 มูลค่าอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท”

          ในด้านการลงทุน หลายฝ่ายกังวลกรณี Foreign-owned ASEAN-based “ประเทศอาเซียนเทียม” หรือประเทศนอกอาเซียนที่เข้าไปลงทุนในอาเซียน และได้สัญชาติอาเซียนว่าจะเข้ามาลงทุนในไทยและได้รับสิทธิด้านการลงทุนเหมือนคนไทย โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ หรือยุโรป ที่มีเทคโนโลยี เงินทุนมากกว่า ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันไม่ได้นั้น รัฐบาลนี้ยังไม่พูดถึงเรื่องนี้

          “ที่จริงไม่น่ากังวลนัก เพราะแม้อาฟตาเปิดเสรีภาคบริการ โดยให้อาเซียนถือหุ้นได้มากสุดถึง 70% แต่ไทยยังมี พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ป้องกันอีกชั้นหนึ่ง เพราะกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้คนต่างชาติถือหุ้นในไทยได้ไม่เกิน 49.99% เท่านั้น

          “แต่ที่กังวลมากกว่าคือ สิงคโปร์ ที่เป็นศูนย์กลางภาคบริการหลายสาขาของอาเซียนและของโลก กังวลว่า บริษัทลูกของกองทุนรัฐบาลสิงคโปร์จะมาลงทุนในอาเซียนและไทย ซึ่งคนไทยจะแข่งขันไม่ได้ เพราะมีเงินทุนหนามาก”

แนะรวมฐานผลิตเดียวลดกีดกัน

          อีกประเด็นที่น่ากังวล แม้อาเซียนจะเปิดเสรี แต่ในทางปฏิบัติ กลับยังใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers : NTB) มากขึ้น ซึ่งสมาชิกกำลังเจรจาเพื่อลด/เลิกข้อกีดกันเหล่านี้

          อย่างไรก็ตาม อาเซียนเก่าต้องสร้างมาตรฐานการผลิตสินค้าร่วมกันเป็นมาตรฐานที่ทุกประเทศยอมรับ เมื่อผ่านมาตรฐานจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งแล้วไม่ต้องตรวจสอบซ้ำอีก โดยเริ่มจากอาหารและเครื่องดื่ม ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์และชิ้นส่วน ส่วนอาเซียนใหม่ต้องให้เวลาอีกระยะ ถ้าได้จะช่วยแก้ปัญหา NTB ได้

          นอกจากนี้ หากแต่ละประเทศผลิตสินค้าพิเศษที่แตกต่างกันได้อย่างน้อยประเทศละ 1 สินค้า คงจะไม่กีดกันกัน หรืออาเซียนอาจทำ Supply Chain โดยแบ่งความชำนาญในการผลิตของแต่ละประเทศให้ชัดเจน สินค้า 1 ชิ้นไม่ต้องผลิตประเทศใดประเทศหนึ่งทั้งหมด แต่แบ่งผลิตกันไปเป็นชิ้นส่วนแล้วแต่ความชำนาญ และนำมาประกอบเป็นสินค้าชิ้นเดียวในประเทศที่มีความชำนาญมากที่สุด

          อย่างรถยนต์ ไทยมีนวัตกรรม มีเทคโนโลยีผลิต แรงงานมีทักษะดีกว่า อินโดนีเซีย ถนัดผลิตชิ้นส่วนมากๆ แต่ขาดนวัตกรรม ก็อาจส่งชิ้นส่วนมาประกอบที่ไทยและส่งออก ทำเช่นนี้ได้ไม่ต้องแข่งขันกัน หรือเสื้อผ้า กลุ่ม CLMV ผลิตสินค้าราคาถูก แต่ไม่มีดีไซน์ ถ้าจะเพิ่มมูลค่าสินค้า เพิ่มดีไซน์ต้องให้ไทยผลิต ถือเป็นการแก้ปัญหา NTB ได้อีกทางหนึ่ง

          “มีคำถามว่า การแบ่งกันผลิตจะทำให้แต่ละอุตสาหกรรมของแต่ละประเทศอ่อนแอหรือไม่ แทนที่จะทำแบบครบวงจรทั้งหมด ประเด็นนี้มองว่าไม่อ่อนแอ แต่เป็นไปตามคอนเซปต์ของอาเซียน ที่ต้องการเป็นฐานการผลิตร่วมกัน สร้างมาตรฐานที่แต่ละประเทศถนัด สร้างมาตรฐานอาเซียน”

          ท้ายที่สุด ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศได้ทิ้งท้ายว่า เชื่อว่าไทยยังเป็นผู้นำในอาเซียนได้ แต่ขึ้นกับการผลักดันนโยบายของไทยนับแต่นี้เป็นต้นไป ขณะนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเป็น Trading Nation หรือชาติการค้า ซึ่งไทยเป็นได้แน่นอน เพราะโครงสร้างพื้นฐานเราพร้อม ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เราดีกว่า เพราะอยู่ตรงกลางอาเซียนเก่าและใหม่

แต่อยากให้ไทยประกาศเพิ่มการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในอีกหลายอุตสาหกรรม เช่น ศูนย์กลางดีไซน์เสื้อผ้า ศูนย์กลางการรักษาสุขภาพ ศูนย์กลางเทคโนโลยีการผลิตยานยนต์ ศูนย์กลางการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการออกไปเติบโตนอกประเทศด้วย โดยอาจเริ่มจากในอาเซียนก่อน แล้วขยายไปสู่ระดับโลก

“หากประกาศความเป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆ ได้แล้วจะทำให้คลัสเตอร์ หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องแข็งแกร่งขึ้นได้ และทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งตามไปด้วย” ผศ.ดร.อัทธ์กล่าวทิ้งท้าย

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ 14 เม.ย. 58

http://www.thairath.co.th/