เมนูหลัก

 

 

ก้าวข้าม AEC มองหาอนาคตเศรษฐกิจไทย

      ผมเห็นข้อมูลของสื่อต่างชาติ 2 ชุดในสุดสัปดาห์ที่ผ่านไป ทำให้นึกถึงคนไทย 67 ล้านคนทันที ทำให้นึกถึงคนไทยในต่างประเทศทั่วโลกอีกจำนวนไม่น้อย และทำให้นึกถึงลูกหลานคนไทยในอนาคตอีกนับไม่ถ้วนว่าในระยะยาวแล้วทั้งเศรษฐกิจไทย และมนุษย์เศรษฐกิจไทยจะโตแบบไหนดีที่มันต่อเนื่อง? จะสู้ยังไงดีเพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดทุนต่างชาติตลอดเวลา? และจะเหยียบคันเร่งหนีชาติเพื่อนบ้านแบบไหนนะ ที่ไม่ต้องเสียความรู้สึกเมื่อถูกเอาไปเปรียบเทียบบ่อยๆ?

ข้อมูลชุดที่ 1 มาจากบลูมเบิร์ก สื่อเศรษฐกิจการลงทุนชั้นนำในตลาดทุนของโลกจากสหรัฐฯ จัดให้เมืองไทยเป็นอันดับ 2 ตลาดทุนเกิดใหม่ที่ดีที่สุดของโลกในปีที่แล้ว เป็นรองเพียงจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น ฟังแล้วดีใจมากเลย ไม่เคยนึกเลยว่าวันหนึ่งตลาดทุนไทย เช่น ตลาดหุ้น ตลาดหุ้นกู้ ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา จะถูกจัดชั้นให้ชนะชาติอื่นๆ อย่าง อินเดีย บราซิล รัสเซีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ชาติอาหรับบางประเทศในตะวันออกกลาง

ด้วยหลักเกณฑ์การจัดอันดับ เช่น ความโปร่งใสของระบบตลาดทุน และที่สำคัญที่สุด คือ แนวโน้มการเติบโตในอีก 4 ปีข้างหน้า ถ้าจะพูดไปแล้ว เอาแบบตรงๆ ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ยังไม่รู้ว่า ไทยส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก (มานาน) ส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก (มาไม่นาน) และส่งออกน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก (มาได้ไม่นาน) ไทยเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์ประมาณ 35-40% ของทั้งโลกในปี 2553 (ก่อนจะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปีในปีต่อมา) ไทยยังคงเป็นหนึ่งในด้านจุดหมายปลายทางแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำ 20 อันดับแรกของโลก

ข้อมูลชุดที่ 2 มาจากซีเอ็นบีซี สื่อเศรษฐกิจการลงทุนชั้นนำในตลาดทุนของโลกจากสหรัฐฯ อีกแห่ง เปิดรายงานพิเศษที่มีชื่อว่า ประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตระยะยาวถึงปี 2050 หรือ ปี 2593 หรือนับไปอีก 38 ปีข้างหน้า เริ่มจากอันดับบ๊วยสุด แอลจีเรียคว้าอันดับ 10 ชาติที่มีแหล่งสำรองน้ำมันดิบใหญ่อันดับ 3 ของทวีปแอฟริกา

อันดับ 9 ตกเป็นของจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งต้องใช้พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่า 7 เท่าจากปัจจุบันเพื่อโค่นเศรษฐกิจที่มีใหญ่อันดับ 1 ของโลกตลอดกาลอย่างสหรัฐฯ ให้ได้ภายในปี 2050

อันดับ 8 คือ อียิปต์ ชาติที่จุดชนวนประท้วงไปทั่วตะวันออกลาง แต่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของชาติอาหรับ ขึ้นมาที่

อันดับ 7 เป็นของประเทศเวียดนาม ในฐานะชาติส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกบนแต้มต่อที่มีบริษัทชั้นนำอย่าง อินเทล ยักษ์ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ใหญ่อันดับ 1 ของโลกลงทุนในเวียดนามมานานถึง 6 ปี

มาถึงมาเลเซียถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 6 ด้วยขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่มอาเซียนที่โตเฉลี่ยปีละ 6.5% ยาวนานถึง 48 ปี ได้ประกาศแผนสร้างเศรษฐกิจใหม่ทำให้รายได้ประชาชนมาเลเซียต่อหัวต้องเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าภายใน 8 ปีข้างหน้า

ส่วนอันดับที่ 5 เป็นของบังกลาเทศ แม้จะเป็นชาติที่ถูกจัดให้ยากจนด้วยประชากร 30% ของทั้งประเทศมีรายได้ไม่ถึงวันละ 39 บาท แต่ใน 38 ปีข้างหน้า รายได้คนบังกลาเทศจะพุ่งกว่า 6 เท่า

อินเดียได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 4 เพราะความได้เปรียบจากเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 1 ของเอเชียใต้ และจำนวนคนชั้นกลางมากถึง 300 ล้านคน ทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกไม่ต่ำกว่า 6 เท่าจนถึงปี 2593 จะเป็นปีเดียวกันที่อินเดียขึ้นแท่นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลกแทนที่ญี่ปุ่นอย่างไม่มีข้อสงสัย

อันดับที่ 3 เป็นของประเทศเปรู ด้วยสถิติเศรษฐกิจโตเฉลี่ย 7% ตลอด 7 ปีติดต่อกันถึงเมื่อปี 2553 และในฐานะชาติผลิตทองแดง และโลหะเงินใหญ่อันดับ 2 ของโลก จึงถูกมองว่าเศรษฐกิจจะขยับขึ้นไปถึง 20 อันดับไปอยู่ที่อันดับ 26 ของโลกในอีก 38 ปีข้างหน้า

ขยับเข้ามาถึงอันดับที่ 2 คือประเทศยูเครน ซึ่งจะขยายตัวอีก 10 เท่าเมื่อถึงปี 2050 จากอดีตด้วยสถิติเศรษฐกิจโตเฉลี่ย 7.5% ตลอด 7 ปีติดต่อกัน ผนวกกับยูเครนเป็นชาติที่มีแหล่งวัตถุดิบแร่ธรรมชาติมากที่สุดในยุโรปตะวันออก

และอันดับ 1 ตกเป็นของ ฟิลิปปินส์ ด้วยตัวเลขเศรษฐกิจโตเฉลี่ยปีละ 7% ต่อเนื่อง จากเหตุผลที่ว่า คนฟิลิปปินส์จะเพิ่มขึ้นอีก 70% ในเกือบ 40 ปีข้างหน้า ยิ่งทำให้จุดแข่งขันของประเทศในฐานะชาติที่ส่งออกแรงงานไปทำงานต่างประเทศมากที่สุดในโลกแข็งแกร่งต่อเนื่อง


ในระยะยาวอีก 38 ปีข้างหน้าประเทศไทยหายไปไหน? ทั้งๆ ที่ทุกวันนี้เรามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 30 ของโลก มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของกลุ่ม 10 ชาติอาเซียน สารพัดสินค้าเกษตรครองส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก คำตอบอยู่ที่คนไทยทุกคนแล้วครับ

 

 

 

 

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ โดย บัญชา ชุมชัยเวทย์ 13 ก.ค. 2558 10:54

http://www.thairath.co.th/content/511239